แนวคิด Reggio Emilia คือปรัชญาทางการศึกษาสำหรับระดับเตรียมอนุบาลและอนุบาล เป็นแนวทางการสอนที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (student-centered) เชื่อว่าเด็กสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง (constructivist) และเน้นการเรียนรู้ผ่านโครงงาน (project-based)
ภาพรวมต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจแนวคิด Reggio Emilia มากขึ้น หากคุณกำลังพิจารณาส่งบุตรหลานเข้าเรียนใน อนุบาล Reggio Emilia หรือโรงเรียนที่ใช้แนวทาง Reggio Emilia
ปัจจุบันมีหลาย โรงเรียนอนุบาลในกรุงเทพ ที่นำแนวคิด Reggio Emilia ไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการสำคัญของแนวคิด Reggio Emilia มากขึ้น หากคุณกำลังพิจารณาส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนที่ใช้แนวทางนี้.
ประวัติความเป็นมาของแนวคิด Reggio Emilia

เพื่อตอบสนองต่อโศกนาฏกรรมจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเมืองเรจจิโอ เอมิเลีย ได้ร่วมกันพัฒนารูปแบบการศึกษาใหม่ขึ้นมา เพราะพวกเขาเชื่อว่าสงครามไม่ควรเกิดขึ้นอีก
ภายใต้การนำของครูชื่อ Loris Malaguzzi แนวคิดนี้มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กผ่านประสบการณ์จริง แทนการยึดหลักสูตรตายตัว เพื่อให้เด็กแต่ละคนรักการค้นพบ มีบุคลิกภาพของตนเอง และเรียนรู้ที่จะเคารพผู้อื่น
โรงเรียนอนุบาลแห่งแรกก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของชุมชน โดยมีการบริจาคที่ดิน เงิน อาหาร และทักษะต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งโรงเรียน
ปรัชญา “ภาพลักษณ์ของเด็ก” (An Image of a Child)

แนวคิด Reggio Emilia ตั้งอยู่บนปรัชญาที่เรียกว่า “ภาพลักษณ์ของเด็ก” (An Image of a Child)
เด็กทุกคนถูกมองว่าเต็มไปด้วยศักยภาพ มีความอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติ และมีจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างการเรียนรู้ของตนเองได้ และมีแรงผลักดันภายในในการออกสำรวจโลก
แม้เด็กจะเรียนรู้ตามความสนใจของตนเอง แต่พวกเขายังคงเชื่อมโยงกับผู้อื่นอยู่เสมอ บทบาทของผู้ใหญ่คือสนับสนุนการเรียนรู้ โดยจัดสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์และเอื้อต่อการพัฒนา พร้อมทั้งให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม
การเรียนรู้แบบโครงงานในแนวทาง Reggio Emilia

แทนที่จะใช้หลักสูตรแบบ “ขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน” แนวทาง Reggio Emilia เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง และเน้นการเรียนรู้ผ่านโครงงานอย่างเข้มข้น
โครงงานสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา เช่น ระหว่างการเล่น ครูจะทำหน้าที่สังเกตและสร้างโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ในจังหวะที่เหมาะสม เช่น เปิดพื้นที่หรือสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ให้เด็กได้สำรวจ เปิดโอกาสให้เด็กตั้งคำถามชวนคิด หรือเชิญผู้อื่นมาร่วมมือกันทำกิจกรรม
หลังจากครูช่วยจุดประกายแล้ว เด็กจะเป็นผู้ควบคุมทิศทางการเรียนรู้ด้วยตนเอง พัฒนาโครงงานต่อไปอย่างอิสระ จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์และสามารถนำเสนอหรือแบ่งปันให้ผู้อื่นได้
เด็ก ๆ ก้าวสู่การเป็นนักสำรวจ

ตลอดระยะเวลาของการทำโครงงาน เด็ก ๆ จะสวมบทบาทเป็นทั้งนักวิจัย ผู้กล้าลองสิ่งใหม่ นักออกแบบ และนักสำรวจโดยธรรมชาติ
พวกเขาตั้งสมมติฐาน ทดลองสิ่งใหม่ ๆ ค้นคว้า เล่น และใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาแนวคิดต่อไป นักสำรวจจะเป็นผู้ตั้งคำถาม นักวิจัยจะให้ข้อเสนอแนะ และนักออกแบบจะแสดงไอเดียหรือสร้างต้นแบบขึ้นมา
ท้ายที่สุด เด็ก ๆ จะร่วมกันเปลี่ยนทฤษฎีให้กลายเป็นความจริง ผ่านการทดลองและการลงมือทำร่วมกัน การเรียนรู้จึงกลายเป็นกระบวนการทางสังคมที่มีวิธีแก้ปัญหาได้หลากหลายและไม่สิ้นสุด
เด็ก ๆ เรียนรู้การจัดการกับความขัดแย้ง

เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ ครูจะถอยออกมาและเปิดโอกาสให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้
ความขัดแย้งที่อาจตามมานั้น กลับช่วยหล่อหลอมทักษะทางสังคมของเด็ก เพราะความขัดแย้งสอนให้เด็กได้ฝึกพูด ฝึกรับฟัง โต้แย้ง และอภิปรายอย่างมีเหตุผล
เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และเคารพผู้อื่นในความเป็นตัวของตัวเอง หากเด็กสองคนกำลังถกเถียงปัญหาหนึ่ง เด็กอีกคนอาจเสนอไอเดียใหม่ขึ้นมา และทั้งกลุ่มก็จะได้เรียนรู้คุณค่าของการทำงานเป็นทีมร่วมกัน
โรงเรียนทำให้การเรียนรู้ “มองเห็นได้”

ครูจะบันทึกกระบวนการทำโครงงานผ่านภาพถ่าย วิดีโอ หรือบันทึกการสังเกตเป็นลายลักษณ์อักษร
การเรียนรู้ของเด็กจึงถูกถ่ายทอดออกมาให้มองเห็นได้ผ่านภาพถ่าย ภาพวาด หรือผลงานประติมากรรม แนวคิด คำพูด และบทสนทนาของเด็กจะถูกนำไปจัดแสดงบนผนังห้องเรียน
เด็กสามารถย้อนกลับมาดูผลงานของตนเองในภายหลัง เห็นโครงงานที่ยังทำไม่เสร็จ และเรียนรู้ว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่ความก้าวหน้า สิ่งนี้ช่วยสร้างความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง
ครูทำหน้าที่เป็นโค้ชมากกว่าผู้สอน

ครูไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แบบดั้งเดิม แต่เป็นเพื่อนร่วมทางในเส้นทางการค้นพบของเด็ก
ครูอาจแนะนำหนังสือใหม่ ๆ สาธิตการใช้เครื่องมือ หรือเปิดมุมมองที่แตกต่างให้เด็กได้เห็น อย่างไรก็ตาม ครูจะระมัดระวังไม่เข้าไปควบคุมกระบวนการเรียนรู้มากเกินไป เพราะเข้าใจดีว่าการแทรกแซงมากเกินไปอาจจำกัดจินตนาการและแรงจูงใจตามธรรมชาติของเด็ก
เด็กจึงเป็นผู้กำหนดทิศทางการเรียนรู้ของตนเองอย่างแท้จริง และพัฒนาความรู้สึกเป็นเจ้าของในความก้าวหน้าของตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เด็กมี “100 ภาษา” ในการแสดงออก

เพื่อให้คุณค่าอย่างแท้จริงต่อศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน Malaguzzi เชื่อว่าเด็กมี “ร้อยภาษา” ในการแสดงออก
เด็กสามารถสื่อสารผ่านการวาดภาพ การปั้น การเคาะจังหวะ การกระซิบ หรือการฟังอย่างตั้งใจ พวกเขาสร้างสิ่งต่าง ๆ รับฟัง พูด ร้องเพลง และเต้นรำ
และที่สำคัญคือ “การเล่น” ซึ่งมีคำกล่าวที่มักอ้างถึงไอน์สไตน์ว่า “การเล่นคือรูปแบบสูงสุดของการวิจัย”
สภาพแวดล้อมกลายเป็น “ครูคนที่สาม”

เด็กเรียนรู้จากผู้ใหญ่ จากเพื่อนนักเรียน และจากสภาพแวดล้อม ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ครูคนที่สาม”
พื้นที่การเรียนรู้จะเต็มไปด้วยวัสดุและสื่อที่หลากหลาย ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ความคิดสร้างสรรค์ และการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ
ในอุดมคติ โรงเรียนอาจมีครัวแบบเปิดและหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อให้เด็กสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกได้ เปรียบเสมือนจัตุรัสกลางเมืองในอิตาลี หรือ “piazza” ที่ผู้คนสามารถสังเกตวิถีชีวิตของสมาชิกในชุมชนได้อย่างใกล้ชิด
บทบาทของผู้ปกครองในแนวทาง Reggio Emilia

ผู้ปกครองถือเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนสุดท้ายของกระบวนการศึกษาในแนวทาง Reggio Emilia
พวกเขาได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้ทั้งจากครูและร่วมกับเด็ก เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดการศึกษาที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เมื่อเด็กกลับถึงบ้าน พวกเขาจึงสามารถสานต่อบทบาทการเป็นนักวิจัย ผู้กล้าลองสิ่งใหม่ และนักสำรวจต่อไปได้ ไม่ได้หยุดการเรียนรู้ไว้เพียงแค่ในห้องเรียน
Malaguzzi เคยกล่าวไว้ว่า
“จงถอยออกมาสักระยะ เปิดพื้นที่ให้การเรียนรู้เกิดขึ้น สังเกตสิ่งที่เด็กทำอย่างตั้งใจ และหากคุณเข้าใจอย่างแท้จริง บางทีการสอนของคุณอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
บางทีวันหนึ่ง นักวิจัยและนักสำรวจตัวน้อยในวันนี้ อาจเติบโตขึ้นเป็นนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่และนักสำรวจของโลกในอนาคตก็เป็นได้
อนุบาล Reggio Emilia ในกรุงเทพฯ
โรงเรียนอนุบาลหรือศูนย์เด็กเล็กในกรุงเทพฯ หรือส่วนอื่น ๆ ของประเทศไทยที่ใช้ชื่อ Reggio Emilia นั้น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และมักต้องปฏิบัติตามหลักสูตรของรัฐ ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถนำแนวคิดของแนวทางนี้มาใช้ได้อย่างครบถ้วนตามต้นแบบ
เราขอแนะนำให้คุณไปเยี่ยมชมโรงเรียนด้วยตนเองก่อนตัดสินใจสมัครเข้าเรียน เพื่อดูว่าทางโรงเรียนสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Malaguzzi และนักการศึกษาที่พัฒนาวิธีการนี้ได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงมีสภาพแวดล้อมและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวคิด อนุบาล Reggio Emilia หรือไม่ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าเด็กจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุดครับ 😊
ลิงก์เพิ่มเติม
Reggio Emilia International Foundation
รับชมวิดีโอของ Sprouts
The Reggio Emilia Video on YouTube
เขียนโดย
Omkwan Wechayachai from Cream Bangkok
